a day in the life. # 2

posted on 29 May 2010 12:35 by bosstoplay

 วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2553.

ผมนอนอยู่บนเตียงนอนของผมปกติธรรมดา(ได้เสียที)หลังจากต่อสู้กับอาการนอนไม่เป็นเวลามาหลายอาทิตย์ ในที่สุดผมก็ชนะมันจนได้กำลังฝันหวานถึงคนรัก ถึงเพื่อนๆ ถึงโรงเรียนที่จะเปิดเทอม(ในที่สุด) หนังสือที่ซื้อมายังไม่อ่านจะได้อ่านซะทีได้มั้ยเนี่ยและอีกมากมาย 


ฝันสลาย รู้สึกตัวลืมตาขึ้นตาพาดมองไปที่โทรศัพท์มือถือ กดปุ่มคลายล็อกแล้วดูเวลา

04.22 นาที

ผมปวดปัสสาวะแต่ตามภาษาคนขี้เกียจและยังงัวเงีย ราวกับเด็กน้อยที่รู้ตัวแล้วว่าต้องไปโรงเรียนนึกถึงความน่าเบื่อของโรงเรียน จึงทำให้ไม่อยากลุกออกมาจากเตียงเสียดื่อๆเป็นงั้นไป แต่ผมจะนอนสู้อาการปวดปัสสาวะได้อย่างไรเล่าในที่สุดก็ลุกขึ้นอย่างงัวเงีย เดินเปิดประตูห้องออกไปเดินเลียบไปตามที่โล่งกว้างของบ้าน ไม่รู้จะเรียกส่วนตรงนี้ว่าอย่างไรดีมีทั้งโต๊ะปิงปอง ตู้เสื้อผ้า โซฟา(ไม่เชิงหรอก) โทรทัศน์ เครื่องเล่นดีวีดี มีแผ่นดีวีดีวางบนตัวเครื่องระเกะระกะลกตาชอบกลไม่รู้จริงๆว่าควรเรียกว่าอะไร แต่พื้นที่ตรงนี้ผมใช้เวลาน้องผมเข้าำไปใช้คอมพิวเตอร์ในห้อง(ก็ที่เพิ่งออกมานั่นแหละ) ผมอ่านหนังสือตรงนี้ ดูหนังชุดของชาวมะกัน (Series)กินข้าว กินขนม ฯลฯ และเมื่อน้องใช้เสร็จก็ถึงเวลาสลับกันเป็นอย่างนี้มาก็แรมปีได้

เมื่อมาถึงหน้าห้องน้ำ ผมเปิดสวิตซ์ไฟแสงไฟนีออนสีขาวสาดเข้าหน้าแต่วันนี้ยักไม่รู้สึกเบลอๆอย่างที่มักเป็นเวลาตื่นเช้าๆอาจจะเพราะไม่ค่อยได้ตื่นเช้าขนาดนี้ 

ทำธุระของตัวเองเสียเสร็จสิ้นแล้วเดินออกจากห้องน้ำ กดปิดสวิตซ์ไฟ ทั้งบริเวณก็มืดลงทันทีฟ้ายังไม่สางยังคงถูกราตรีขอผ่อนผันอีกซักชั่วโมงไปก่อนผมกลับมาในห้องแล้วนอนต่อ 

...ไม่หลับแฮะ

คิดไปคิดมาเรื่องต่างๆสาระพัดไปหมดมันเป็นแบบนี้แหละเวลาผมนอนไม่หลับ คิดนู่นนี่หัวสมองระบมไปหมด เรื่องเรียนเป็นประเด็นหลักเลยล่ะ คือช่วงนี้ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนได้เรียนสายภาษาก็เสียเปรียบหลายขั้วหลายขุมอย่างนี้นี่เอง (แต่ใช่ว่าเรียนสายวิทย์แล้วผมจะเลือกได้ซะเมื่อไหร่)คิดอยากเรียนคณะเศรษฐศาสตร์นะครับ แต่ก็รู้ๆกันอยู่ว่าวิชา "เลข" กับเด็กศิลป์ภาษามันของคู่กันที่ำไหนเล่าคิดแล้วปวดตุบๆจริงเชียว สมมติในหัวเล่นๆถ้าลองกลับไปตั้งใจวิชานี้ใหม่มันจะช่วยอะไรให้ดีขึ้นได้หรือไม่ คงต้องอ่านใหม่เองแต่ไม่รู้จะเป็นไปได้มากน้อยอย่างไร ยากจังเลยชีวิตนี้ขนาดเสียเวลามาเรียนซ้ำตั้งปีหนึ่ง มาเริ่มชีวิตใหม่ที่โรงเรียนที่เค้าว่าเยี่ยมแล้วยังรู้สึกขาดๆอะไรไปอีกอย่างมากเสียด้วย อันนั้นไม่อยากเล่าประเด็นเรื่องเรียนจบไปไม่ทันที่ฝุ่นตะลบจะค่อยจางลงประเด็นใหม่ก็เข้ามาประทัง ปะทะกับสมองอีก ระลอกนี้เกี่ยวกับหนังสือที่ซื้อมามากมายหาที่เก็บแทบจะไม่ได้ยัดไม่ลงแล้ว ไม่ได้อ่านก็มากหลายสิบเล่มอยู่ เป็นภาษาอังกฤษเสียส่วนหนึ่งภาษาประจำชาติตัวเองเสียอีกส่วน ต้องขอยอมรับเลยจริงๆ อ่านภาษาที่ไม่ใช่ "ภาษาพ่อภาษาแม่"แล้วมันอืดอาดมากจริงๆ เคยเป็นกันไหม ประมาณว่าอ่านไปได้ย่อหน้าหนึ่งสงสัยศัพท์แสงที่ไม่รู้ ต้องมานั่งเปิดพจนานุกรมกันยกใหญ่กะว่าจากนี้จะอ่านลื่นๆสบายๆไม่ซีเรียสเสียที เอาให้มันจบได้บ้างจะได้ซื้อหนังสือเล่มใหม่ๆที่เล็งไว้ที่ร้านหนังสือมานานมาอ่านซะที

โอย นอนไม่หลับโว้ย.... ผมลุกขึ้นมองนาฬิกาในโทรศัพท์มือถืออีกครั้งบอกเวลา 05.30 นาที เข้าไปแล้ว ผมตัดใจไม่นอนแล้ว คิดได้ดังนั้นก็ออกจากห้องอีกครั้งคราวนี้อยากเรียกความสดชื่นสดใส กลับมาดั่งมนุษย์ปกติที่เค้าตื่นเช้าๆกัน เข้าไปในห้องน้ำอาบน้ำซักครู่เปิดเพลงฟังไปด้วย (จากโทรศัพท์มือถือคู่ใจ) โดยที่ไม่สนใจผู้ใดทั้งสิ้น ระหว่างน้ำเย็นๆกระแทกสรรพางค์กายอยู่นั้น เกิดความคิดจะออก "วิ่ง"เสียที น้ำหนักมันเริ่มกระเตื้องขึ้นไม่ทันรู้ตัว อีกอย่างไม่ได้วิ่งนานแล้วออกอาการคิดถึงก็บ่อยอยู่ ไม่ไปเดี๋ยวเขาจะว่าได้ว่าบ่นอุบทุกวี่ทุกวันพอมันเปิดแล้ว เสือกไม่ไป

เช็ดตัว เช็ดหัว แปรงฟันจัดการร่างกายตัวเองให้เรียบร้อย สวมใส่เสื้อที่นอนตะกี้นั่นแหละกับกางเกงนักเรียน(สารพัดประโยชน์จริงๆเชียว) สวมถุงเท้า ไปหยิบเงินในห้องเดินลงบันไดอย่างกระตือรือร้น ใส่รองเท้าผ้าใบคู่ใจที่ใช้ได้ในทุกสถานการณ์ไม่ว่าจะทำอะไรผมไม่มีรองเท้าวิ่งแบบจำเพาะเจาะจง

ท้องฟ้าสว่างไสวใสสดชื่นดวงตะวันคงกระทกกระแทกราตรีที่ขอใช้พื้นที่ออกไปได้สำเร็จแล้ว 

ผมเดินออกจากบ้าน ทุกคนในบ้านยังไม่ตื่นเพราะประตูบังตาของบ้านยังไม่เปิดออกวันนี้จะเดินไปสวนลุม ก็เฉกเช่นเดียวกันกับทุกวัน ตั้งแต่การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงได้ถูกสลายไปอย่างรุนแรงเฉียบขาด ไม่ประนีประนอมอีกแล้วของทางรัฐบาล ผมก็มิอาจทราบได้ว่่าที่สวนลุม(ที่ชุมนุมหลักในตอนนั้น) ในตอนนี้เป็นอย่างไร ออกเดินไปเรื่อยๆระยะทางจากบ้านถึงสวนลุมไม่ไกลนัก ฟังไอพอดไป เดินอ่านหนังสือไปด้วย

สบายเสียจริงๆ รถก็น้อย 

เมื่อมาถึงก็รู้สึกดีใจแปลกๆเมื่อเห็นยางรถบรรทุกทั้งหลายของผู้ชุมนุมถูกเคลียร์ออกจากพื้นที่รอบสวนลุมไปแล้ว เพราะตอนไปสังเกตการณ์ครั้งล่าสุดกลางๆเดือนที่แห่งนี้ละม้ายคล้ายป้อมปราการโบราณจะแปลกก็ตรงที่ใช้ยางรถบรรทุกเนี่ยแหละสูงตระหง่าน มีไม้ไผ่แง้มออกไมให้เห็นประปราย แต่ตอนนี้ทุึกอย่างดูเหมือนจะเป็นปกติแล้ว
แม้ปัญหามันยังไม่จบก็ตามหรืออาจจะเป็นเพียงแค่ความสงบปกติเพียงชั่วครู่ก็มิอาจจะคาดเดาิอะไรได้บางทีไม่ต้องไปปวดหัว ไปคิดกับเรื่องพวกนี้ก็ดีไปอีกแบบหนึ่ง 

เข้าไปภายในสวนลุม ทางด้านข้าง (ด้านพระบรมรูปรัชกาลที่6) มีกลุ่มกายบริหารเต้นย้องแย้งกันอยู่ก่อนแล้วคนค่อนข้างเยอะทีเดียว ส่วนมากจะเป็นผู้มีอายุมากแล้วผมตรงไปที่เค้าจัดไว้ให้ยืดร่างกาย เอาขาพาดเหล็ก เหยียดให้เส้นคลายไม่รู้ว่าทำไปทำไม แต่เหมือน Precaution ซะละมั้ง กันไว้ก่อน

"เนี่ยไม่ได้มาตั้งนาน 2 เดือนแล้วเนี่ย ตั้งแต่ม็อบมาปิดเนี่ย" ลุงข้างๆผมพูดขึ้นมาพูดให้ใครฟังผมก็ไม่แน่ใจนัก อย่างหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นมานานแล้วคือพวกกลุ่มผู้สูงอายุส่วนมากเวลาวิ่งจะวิ่งกันเยอะๆ เวลาผ่านผู้เฒ่าผู้แก่เช่นเดียวกับตัวเองก็จะยกมือไหว้ ทักทาย ตามภาษา 

"พวกเขาคงลงแข่งวิ่งมาราธอนด้วยกันบ่อยๆ"ผมคิดตัดบทไปเสียเฉยๆ

วิ่งได้รอบหนึ่งก็แฮ่กเลยสงสัยว่าไม่ได้วิ่งนาน เครื่องชักฝืดๆ วิ่งไปพักไป ไม่เคยเป็นมาก่อนเลยแต่ก็ลุล่วงไปด้วยดี (3 รอบใหญ่) ผมฝากหนังสือที่ติดมือมาด้วยที่ห้องน้ำตรงใกล้ๆสระว่ายน้ำคุณลุงใจดีไม่คิดค่าฝากสำหรับหนังสืออยู่แล้วอันนี้ผมรู้ดีส่วนพวกกระเป๋าอะไรก็จะคิดค่าบริการ 5 บาท ตลอดวัน 

เหนื่อยได้ที่ ครบรอบก็เดินออกมาภายนอก เริ่มมีการจราจรหนาแน่นขึ้นแล้ว ขณะนี้เวลาประมาณ 7.49นาที ผมเดินกลับทางเก่าเช่นเดียวกับทุกที

เช้าๆอากาศดีเสียดายที่ปิดเทอมใช้เวลาทำบ้าทำบออะไรไม่รู้นักหนาแต่มาพลาดช่วงเวลาที่แสนสบายแบบนี้ไป แม้จะอยู่ในเมืองก็ตาม

ช่วงเวลายังมีช่วงที่สดใสให้มนุษย์ทุกผู้รู้สึกสดชื่นได้เลยนับประสาอะไรกับชีวิตมันก็ต้องมีดีมีชั่วมีสุขมีทุกข์กันไป

และหากเวลายามเช้าสดใสดั่งช่วงฤดูใบไม้ผลิมาถึงเมื่อใด ทุกอย่างก็จะโอเคเอง.



edit @ 29 May 2010 14:31:12 by VeRtigo